ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับกุมคนร้ายเครือข่าย (ROMANCE SCAM)

แชร์ข่าวนี้

​    ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) อำนวยการโดย พล.ต.อ.รุ่งโรจน์  แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม., พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พนัญชัย  ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม.,  พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง ผบก.ตม.3 สตม., พ.ต.อ.นิธิธร  จินตกานนท์ ผบก.จร. และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ ศปอส.ตร. เพื่อปฏิบัติงานดังกล่าว โดยมีผลการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

​จากการที่
เจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดี Romance
scam มาโดยตลอดนั้น
ต่อมาจึงได้มีการสืบสวนขยายผลจนทราบว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนหลายคนเป็นขบวนการ
เข้าลักษณะองค์กรอาชญากรรม มีผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งชาวไทย และต่างชาติ
และยังพบว่ามีบัญชีคนร้ายบางคนที่ยังไม่ได้ถูกจับกุม
มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้ในประเทศมาเลเซีย
จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับต่อศาลทั้งหมด 10 ราย เป็นชาวไทย 5 ราย
ชาวไนจีเรีย 4 ราย และไม่ทราบสัญชาติ 1 ราย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. ได้ร่วมสืบสวนติดตามจับกุมตัวได้
6 ราย เป็นชาวไนจีเรีย 1 ราย คนไทย 5 ราย, ชาวไนจีเรียหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว 3
ราย โดยผู้ต้องหาที่หลบหนีจะได้ติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

​ที่ผ่านมานั้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาเพียงข้อหาฉ้อโกงธรรมดา เป็นคดีที่ยอมความได้
กลุ่มผู้ต้องหาจะมีการตกลงค่าเสียหาย
เพื่อให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้วกลับมากระทำผิดซ้ำอีกโดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ภายหลังเจ้าหน้าที่
ศปอส.ตร.จึงได้มีการศึกษาแผนประทุษกรรมของคนร้ายพบว่ามีลักษณะกระทำกันหลายพื้นที่
บัญชีโอนเดียวกัน วิธีการหลวงคล้ายกัน เข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน
จึงแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม และดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความมิได้
อีกทั้งได้นำเอามาตรการยึดทรัพย์ตามกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินมาใช้กับกลุ่มผู้ต้องหา
เพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบ ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีกต่อไป
สุดท้ายนี้ฝากเตือนไปยังประชาชนชาวไทย
อย่าได้หลงเชื่อคนร้ายที่แฝงตัวมาเป็นผู้ใช้บัญชีเฟสบุ๊ค และแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ
หลอกลวงให้ตกหลุมรักและหลอกให้โอนเงินให้
อีกทั้งอย่าได้ยินยอมมอบบัญชีธนาคารของตนเองให้กับคนร้ายเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อย
เพราะหากไม่มีคนไทยร่วมกระทำความผิดด้วยแล้ว
ผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติก็ไม่อาจที่จะกระทำความผิดจนสำเร็จได้

**
ข้อมูลภาพข่าว พตต.หญิง พัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 ** สราวุต พิราบ 018 ข่าวรายงาน