ลพบุรี อย่ารออาชีพเสริมเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดต้นทุน 800 กำไร 1,900 บาท( มีคลิป ) ** กฤษณ์ สนใจ รายงาน

แชร์ข่าวนี้

จิ้งหรีดเป็นแมลงที่พบทั่วไปตามธรรมชาติ
ปัจจุบันนิยมบริโภคเป็นอาหาร
เพราะจิ้งหรีดให้สารอาหารโปรตีนสูงจึงเหมาะที่จะหรือใช้เวลาว่างนำมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภค
และจำหน่ายเพิ่มรายได้กับครอบครัว
โดยมีการประกันราคาจากวิสาหกิจชุมชนโดยที่ทางเกษตรกรไม่ต้องมีความเสี่ยงในเรื่องการตลาด
ซึ่งขณะนี้จิ้งหรีดยังไม่มีเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในไทยและต่างประเทศ

   ณ ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11(บ้านหนองแก้ว
)  ต.บางขันหมาก อ.เมือง ลพบุรี
เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยจำนวน 12 รายในชุดแรกในพื้นที่หมู่ที่ 11 ต.บางขันหมาก  ที่ได้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือ
และยกระดับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย
ให้มีรายได้ก้าวพ้นความยากจนซึ่งเป็นการบูรณาการงานของทุกภาคส่วนงานในจังหวัดลพบุรี
ที่ทางมติรัฐคณะรัฐมนตรี มีมติให้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการของธนาคารที่ใช้รองรับการำดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี
ใน 3 มาตรการ 9 โครงการ โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย

โดยกระทรวงมหาดไทยนำโดย
นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ 
ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง
และสหกรณ์เกษตรจังหวัด อบรมให้ความรู้การเลี้ยงจิ้งหรีดแก่เกษตรกร
ได้มอบหมายให้ 
ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย
ที่สนใจ และมีความตั้งใจจริงอยากจะเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเป็นอาชีพเสริม
โดยธนาคารมีสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน 6 เดือน (ไม่คิดดอกเบี้ย) วงเงินกู้ไม่เกิน
50,000 บาท ต่อคนเพื่อนำไปเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเลี้ยงรายละไม่เกิน 5 กรง

เมื่อเลี้ยงครบอายุ
2 เดือน เกษตรกรก็จะทำการจับ และรวบรวมส่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใบหม่อนฟาร์ม
ซึ่งจะเป็นผู้รวบรวม แปรรูป และทำตลาดให้
ซึ่งถือได้ว่าเกษตรกรที่เลียงจิ้งหรีดไม่มีความเสี่ยงเรื่องการตลาดแถมยังได้ราคาประกันในราคากิโลกรัมละ
120-135 บาท

ในจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดชุดแรกจำนวน
12 ราย  60 กรง  ในพื้นที่ หมู่ที่ 11 ต.บางขันหมาก
ซึ่งได้ทำการจับจิ้งหรีดขายในล๊อตแรกมีรายได้ต่อกรงประมาณ 2,700 บาท  โดยเฉลี่ยหักต้นทุนในการเลี้ยงจิ้งหรีดต่อกรง
ประมาณ  800 บาท  เหลือกำไรสุทธิ 1,900 บาทต่อกรง ทั้งนี้ทางวิสาหกิจชุมชนใบหม่อนฟาร์ม
ได้นำจิ้งหรีดไปทำการแปรรูป เป็นจิ้งหรีดทอดใส่ถุง เพื่อส่งไปจำหน่ายในประเทศ
และต่างประเทศ โดยส่งออกจิ้งหรีดเดือนละ 3 ตัน เป็นเงิน 1,3000,000 บาท
สามารถทำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยได้ปีละ 15,6000,000 บาท เลยทีเดียว

ในปัจจุบันเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยสนใจเข้าร่วมโครงการ
จำนวน 196 ราย ซึ่งปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ธ.ก.ส.มีความพร้อมที่จะสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านการลงทะเบียนผู้มีสวัสดิการแห่งรัฐที่สนใจจะพัฒนาตนเองให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยใช้ระยะเวลาเพียง
60 วัน

สำหรับพันธุ์จิ้งหรีดที่เลี้ยงที่ทางเกษตรจังหวัด
แนะนำให้ทางเกษตรกรได้นำมาเลี้ยงได้แก่

จิ้งหรีดเล็ก
หรือ จิ้งหรีดพันธุ์เกษตร มีสีน้ำตาลขนาดเล็กสุด บางแห่งเรียกว่า “จิลอ” มีลักษณะคล้ายจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง
แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก จิ้งหรีดเล็กเลี้ยงง่าย และโตเร็วกว่าจิ้งหรีดพันธุ์อื่น
นับจากวันแรกที่ตัวอ่อนฟักจากไข่ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 45-55 วัน จิ้งหรีดก็จะโตเต็มวัย
ออกไข่และสามารถจับขายได้

   สถานที่และโรงเรือนการเลี้ยงจิ้งหรีดที่ดี

1.บริเวณก่อสร้างโรงเรือนควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง

2.บริเวณที่จะเลี้ยงควรมีพื้นที่กว้างพอสมควร

3.บริเวณที่เลี้ยงต้องป้องกันฝนและแสงแดดได้

4.พื้นที่ที่จะใช้เลี้ยง
ไม่ควรเป็นสถานที่ ที่มีโรคและการระบาดของแมลง พวก มด ไร

5.โรงเรือนสามารถเลี้ยงได้ในสภาพทั่วไปที่มีอยู่
หรืออาจจัดทำโรงเรือนไว้เลี้ยงเฉพาะที่ก็ได้
ถ้ามีทุนดำเนินการเพียงพอหรือจะเลี้ยงใต้ชายคาบ้าน
หรือใต้ถุนบ้านก็ได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องมีการป้องกันการถูกฝนสาดถึงและป้องกันแดดจัดได้

  ขั้นตอนการเลี้ยงจิ้งหรีดเล็กไม่ยุ่งยาก
ใช้วัสดุที่หาง่าย โดยเฉพาะการเลี้ยงในกล่องฟิวเจอร์บอร์ดแผ่นใหญ่ ทำเป็นกรง
ซึ่งง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ดี เพราะไม่มีดินทราย
และเศษหญ้าเหมือนการเลี้ยงในท่อ ทำให้ไม่มีความชื้น ซึ่งทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
ตามขั้นตอนดังนี้

1.จัดทำโรงเรือนตามแบบที่ต้องการ

2.จัดหาไม้ระแนงมาทำชั้นวางกล่องสำหรับใส่จิ้งหรีด
เรียงเป็นชั้นขึ้นไปเป็นแถว

3.จัดหาซื้อฟิวเจอร์บอร์ดแผ่นใหญ่ทำเป็นกล่อง
กรง สี่เหลี่ยม

4.ซื้อจิ้งหรีดเล็กที่เกษตรกรเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายมา
จำนวน 1 กิโลกรัม
คัดเลือกเฉพาะจิ้งหรีดขณะเป็นตัวเต็มวัยพร้อมที่จะไข่นำมาใส่ลงในกล่องที่เตรียมไว้

5.นำพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์จิ้งหรีดลงประมาณ
1-2 วัน และนำทรายรดน้ำให้ชุ่มลงวางในกล่องด้วย เพื่อใช้เป็นที่วางไข่ของจิ้งหรีด

6.ประมาณ
2 วัน จะสังเกตเห็นไข่จิ้งหรีดอยู่เต็มถาดทราย มีลักษณะเป็นสีขาวคล้ายผงชูรส
ยกถาดทรายที่มีไข่ออกมาไว้ในกล่องใหม่ที่เตรียมไว้แล้ว
เพื่อรอการฟักตัวของจิ้งหรีด

7.ฉีดน้ำใส่รังไข่ทรายทุกวันให้ชุ่ม
เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยให้ไข่ฟักเร็วขึ้น ระวังอย่าให้ทรายแห้งเพราะจะทำให้ไข่ไม่ฟักตัวหรือฟักช้ากว่าปกติ

8.ฉีดน้ำทุกวันประมาณ
13-15 วัน ไข่จิ้งหรีดก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวเล็กๆ แล้วจึงเริ่มให้อาหาร
โดยเอาใส่ถาด และนำกระป๋องน้ำตั้งไว้ให้ด้วย

9.แต่ต้องฉีดน้ำที่ถาดทรายวางไข่ต่อไปอีกประมาณ
5 วัน ไข่จิ้งหรีดจึงจะฟักออกมาจนหมด

10.สำหรับกระป๋องน้ำให้จิ้งหรีดเล็กนั้น
ต้องเอาผ้าพันปิดรูและเอาหินใส่ไว้ด้วย
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดเล็กตกลงไปตาย

11.อาหารสำหรับจิ้งหรีดตั้งแต่เล็กจนโตครบ
45 วัน นั้นคือ หัวอาหารไก่เบอร์ 1 เท่านั้น
และต้องคอยดูแลอย่าให้น้ำและอาหารหมดจากถาด ต้องคอยเติมอยู่เรื่อยๆ
เพราะจิ้งหรีดจะได้กินอิ่มแล้วก็กลับเข้าไปอยู่ในรังไข่ที่เตรียมไว้ ต่อเนื่องจนโต

12.วงจรชีวิตของจิ้งหรีดนั้นต้องเลี้ยงต่อไปจนครบอายุ
45-55 วันก็สามารถจับขายได้ หรือเก็บไว้เพื่อเป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ได้
โดยให้สังเกตที่เสียงร้อง ถ้าจิ้งหรีดร้องหมายถึงพร้อมผสมพันธุ์หรือพร้อมขายทอดตลาดแล้ว

13.นำเอาจิ้งหรีดที่เป็นตัวเต็มวัยหรือพร้อมที่จะไข่ไปขาย
หรือแปรรูปทำเป็นอาหารจำหน่าย

สำหรับการแปรรูปจิ้งหรีดเพื่อนำไปบริโภค
หรือจำหน่าย

เมื่อทำการจับจิ้งหรีดจากกรง
ให้นำมาทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า 3 น้ำ โดยน้ำแรกให้นำจิ้งหรีดใส่กาละมังด้วยน้ำที่เย็นจัด
ใส่เกลือเล็กน้อยเป็นการช๊อกจิ้งหรีด และล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าอีก 2 ครั้ง

นำมาต้มที่น้ำเดือดจัด
100 องศา ประมาณ 5 นาที

นำจิ้งหรีดมาผึ่งให้เสด็จน้ำ

ทำการาคัดแยก
คัดขนาดและสิ่งเจือปนออก

ทำการชั่งบรรจุถุงขนาด
1 กิโลกรัม  ในราคาประกัน 120-135 บาท
หรือเกษตรกรจะขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อถึงแหล่งผลิต
ที่ให้ราคาสูงกว่าวิสาหกิจชุมชน ก็สามารถขายได้ตามความต้องการ

** กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี รายงาน