ซอกอำเภอมีค่า ! กองร้อยอาสาอำเภอเมืองประจวบปลูกผักปลอดสารพิษบริโภคลดค่าครองชีพ

Spread the love

วันที่ 5 ต.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณช่องว่างระหว่างอาคารที่ทำการของอำเภอเมืองประจวบ กับหอประชุมศูนย์ดํารงธรรมอําเภอ ถ.สละชีพ เขตเทศบาล อ.เมือง จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นเนื้อที่ว่างขนาดความกว้างประมาณ 5 คูณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองประจวบ(อส.)ได้ใช้เป็นสถานที่ในการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้ประกอบอาหารรับประทานกันเองเวลาเข้าเวรปฏิบัติงานตามหน้าที่ เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพและลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และยังใจดีแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่มาติดต่อราชการ แล้วขอนำกลับไปประกอบอาหารที่บ้านด้วย

นายหมู่ใหญ่วิสชาลี คุ้มเดช อายุ 48 ปี (หนึ่ง) เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.)กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่2 อำเภอเมืองประจวบ จ.ประจวบฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนชื่นชอบกับการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง ร.9 จึงได้ชวนเพื่อนๆ อส.ด้วยกัน ช่วยกัน นำพืชผักสวนครัวที่จำเป็นในการประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน มาช่วยกันปลูก และดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย โดยจะเน้นการปลูกผักแบบปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ดินสำหรับการเพาะปลูก และเกรงเป็นอันตรายกับประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงต้องใช้พื้นที่ว่างระหว่างอาคารที่ทำการของอำเภอ เป็นสถานที่เพาะปลูก โดยการใช้ยางล้อรถยนต์ มาผ่าทำเป็นกระถางสำหรับใส่ดินปลูก แล้วนำดินผสมกับมูลสัตว์ เช่น ขี้วัว แล้วนำมาใส่ในกระถางยางล้อรถยนต์

จากนั้นไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักที่แต่ละคนชื่นชอบ ใครชอบกินอะไรก็ซื้อมาปลูก รวมถึงผักสวนครัวที่จำเป็นในการปรุงอาหารมาปลูก อาทิเช่น พริก ตะไคร้ ผักบุ้งคะน้า มะเขือยาว มะเขือเปราะ ใบกระเพรา มะละกอ มะเขือพวง และอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ อส.คนใดเข้าเวร ก็จะต้องใช้เวลาช่วงว่างมาคอยดูแล รดน้ำพรวนดินด้วย ส่วนวิธีป้องกันหนอน และแมลงก็จะใช้น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวบ้านให้มาฉีดพ่นแทนสารเคมี ซึ่งได้ผลดีมาก

ซึ่งการปลูกผักสวนครัวในยางล้อรถยนต์นี้แต่เดิมเป็นโครงการที่อดีตนายอำเภอ ท่านนายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ซึ่งท่านได้สานต่อโครงการครึ่งไร่คลายจนเอาไว้ ในสมัยดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอเมืองประจวบฯ จากนั้นนายสุวิทย์ พุกเวช นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์คนปัจจุบันจึงได้สานต่อโครงการ และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.)นำพืชผักสวนครัวที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาหารประจำวันมาปลูกรับประทานได้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังเป็นการปลูกผักที่ปลอดสารพิษอีก ด้วย โดยผักที่ปลูกไว้ถ้ามีประชาชนมาขอก็ไม่หวงสามารถเด็ดไปประกอบอาหารได้ เพราะตั้งใจปลูกไว้กิน ไม่ได้ขาย และเพื่อสาธิตให้เป็นแบบอย่างกับประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองด้วย

** ภาพข่าว:เอกภพ วงษ์ประเสริฐ (นักข่าวบ้านนอก) รายงาน